ท่านคิดว่าครูที่ได้ คศ.3ขึ้นไปในภาพรวม จะอุทิศตนในการปฏิบัติหน้าที่สมกับเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพียงใด?

วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๐

โอเน็ต : โอ้ละหนอ


http://www.admissionpremium.com/news/2396
จากการสอบโอเน็ต ปีการศึกษา 2559 ที่ผ่านมา....ทำเอาผู้บริหารโรงเรียนต่างๆ ในประเทศไทยทั้งประถมและมัธยม...ทั้งโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ และขนาดใหญ่พิเศษ...ต่างร้อนๆหนาวๆ..ไปตามๆกัน....ดูไปดูมาเหมือนกับการดูหนังซ้ำต่างปีต่างผู้สร้าง..แต่บทสรุปตอนจบก็เป็นเหมือนทุกภาคที่ผ่านๆ....มา...การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ชี้ว่า ปี 2559 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนสอบวิชาพื้นฐาน 5 สาระวิชา เฉลี่ยต่ำกว่า 50 คะแนน

วันนี้ (27 มี.ค.2560) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพรวมการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีการศึกษา 2559 มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าผลสอบปีการศึกษา 2558 จำนวน 3 วิชา คือ ภาษาไทย สังคมศึกษาฯ และภาษาอังกฤษ แต่การวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ซึ่งจำแนกตามสังกัด ขนาดโรงเรียน ที่ตั้ง ภูมิภาค และรายสาระการเรียนรู้ในแต่ละรายวิชา พบว่า ผลคะแนนโอเน็ตชั้น ม.3 วิชาภาษาไทย มีผู้เข้าสอบ 637,491 คน คะแนนเฉลี่ยทั่วประเทศ 46.36, วิชาสังคมศึกษาฯ ผู้เข้าสอบ 637,245 คน คะแนนเฉลี่ย 49.00, วิชาภาษาอังกฤษ ผู้เข้าสอบ 637,406 คน คะแนนเฉลี่ย 31.80, วิชาคณิตศาสตร์ ผู้เข้าสอบ 637,256 คน คะแนนเฉลี่ย 29.31, วิชาวิทยาศาสตร์ ผู้เข้าสอบ 637,047 คน คะแนนเฉลี่ย 34.99 ซึ่งทุกวิชามีค่าเฉลี่ยต่ำกว่าครึ่ง......หากถามว่าแล้วการศึกษาไทยจะไปทิศทางใด...ถ้าเปิดใจรับความจริงน่าจะบอกได้ว่า....ไม่รู้จะไปทางไหน..เพราะเราติดกระดุมเม็ดแรกผิด.....ไอ้ที่เหลือก็ผิดหมดเลยน่ะแหละ...ไม่ต้องถามว่าเออ...แล้วคุณที่เขียนจะแก้ยังไง...ก็บอกว่าแก้ไม่ได้หรอกครับ...แต่ช่วยบรรเทาได้บ้าง....เพราะขนาดด็อกเตอร์เดินกันเต็ม สพฐ. ยังแก้ไม่ได้เลย..คนเขียนแค่จบ ป.ตรี จะเอาปัญญาไหนไปแก้...กระทรวงศึกษาธิการเราเคยมีปราชญ์บางท่านกล่าวไว้ว่า...ไม่มีจุดยืนที่ชัดเจนในการพัฒนาการศึกษา....เออ...แล้วจะเอาจุดไหนมายืน...ในเมื่อเปลี่ยนรัฐบาลทีก็เปลี่ยนรัฐมนตรีที....บางรัฐบาล รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาเปลี่ยนทุก 3 เดือน 6 เดือน ไม่ครบปีเลย..แล้วผู้ปฏิบัติอย่างเราๆ ท่านๆ จะไปทิศทางใด....นาวาลำนี้เปลี่ยนไต้ก๋งเป็นว่าเล่น...แล้วจะเล่นไปสู่จุดหมายที่ตั้งไว้ได้เช่นไร...มันเป็นเรื่องเก่า..เดิมๆ...ซ้ำซาก....ถ้าตั้งเกณฑ์แล้วมันดี..ทุกคน...รับได้ว่าเป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองแล้วไซร้ ก็อย่าไปแก้อะไรอีกเลยในช่วงเวลา 10-20 ปี ข้างหน้า.....ตัวอย่างเช่น.....ครูที่สอบบรรจุเข้ามาได้...เอาให้ชัด จะมีใบประกอบอาชีพ หรือจะไม่มี....จะให้สอบวิชาอะไรบ้าง...หากมาโยนหินถามทาง...เราก็เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละ....ตอนนี้ได้ข่าวว่าสอบครูแบบไม่มีใบประกอบวิชาชีพในสาขาขาดแคลน....หากพักกินน้ำกินท่าตรงจุดนี้แล้วมามองอีกมุมหนึ่งในการจัดการศึกษาบ้านราบ้าง....พบว่า.....โรงเรียนที่เป้็นระดับแม่เหล็ก...หรือโรงเรียนมาตรฐานสากลของจริง..ย้ำว่าของจริง....ไปดูผลสรุปโอ-เน็ตแล้ว สูงกว่าระกับประเทศแทบทุกโรงเรียนเลย..ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนที่เปิดมาแล้วร้อยกว่าปี...หรือโรงเรียนที่เพิ่งเปิดมาได้ไม่กี่สิบปี....ขึ้นทั้งนั้น..ทีนี้มาแยกประเด็นของคะแนนที่ขึ้นบ้างมามีวิธีการอย่างไร....ความจริงที่น่าเศร้าคือ....หลายโรงเรียนติว O-NET จ้างติวเตอร์มาหลายบาทเป็นแสนอัพเลย...ย้ำว่าเป็นเรื่องจริง.....แล้วบางโรงเรียนก็ไม่ต้องสอนมันหละวิชาสุข-พละ, ศิลปะ, การงานอาชีพ, แม้แต่นโยบายลดเวลาเรียน-เพิ่มเวลารู้ของท่าน รมต.ท่านเดิม...โรงเรียนก็จะซิกแซก...หาเวลามาติวตามแต่กำลังทรัพย์..กำลังกาย กำลังใจ....ถ้าวิชาไหนสอบแล้ว O-NET ขึ้น ก็อาจโชคดีมีแถมขั้นขึ้นให้....หรือมีโบนัสให้มวดวิชานั้นๆ ไป.....ตกลงว่า การที่ สทศ.ดำเนินการมาจนถึงทุกวันนี้มันถูกต้องดีแล้ว หรือว่าผิดพลาด หรือว่าเป็นอย่างอื่นที่เราไม่ทราบจริงๆ.....จนบางกระแสว่าจะมีข่าวยกเลิกการสอบไปเลยแล้วยุบ สทศ. เห็นมั้ยล่ะครับว่ามันวนลูปไปเรื่องๆ เป็นงูกินหาง....แล้วโรงเรียนไหนที่ได้คะแนนสูง ผอ.ก็หน้าบาน ขั้นก็ขึ้น....ย้ายไปโรงเรียนใหญ่ขึ้น...ดีขึ้น...แล้ว ผอ.โรงเรียนที่คะแนน O-NET ต่ำกว่ามาตรฐานของประเทศและจังหวัด...เอาไงล่ะทีนี้....โชคดีก็โดนแซวจากเพื่อนร่วมงาน..โชคร้ายก็โดเด้งเซ่นสังเวยกันไป...นี่หรือการศึกษาไทย....แล้วก็มีข่าวบางโรงเรียนไม่ให้ความสำคัญกับการสอบ O-NET แต่มีความสุขตามศาสตร์พระราชา....น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพืียงมาดำเนินชีวิต...O-NET ต่ำทุกรายวิชา...แต่กลับกัน นักเรีนยมีความสุข...ในการใช้ชีวิต....ไม่ต้องเครียด....มีอาชีพติดตัวตั้งแต่ยังไม่จบจากโรงเรียน....แล้วอย่างนี้...การศึกษาไทยต้องการให้ไปในรูปแบบใด....พักกินน้ำรอบสอง...มาต่อกันที่โรงเรียนมาตรฐานสากล....ที่มาตรฐานจริงๆ...การได้มาซึ่งครูที่จะเข้ามาสอนในโรงเรียน.....ทราบมาว่าบางโรงเรียนพอรู้ว่าใครจะย้ายมาโรงเรียนี้..เค้าจะเชิญครูที่ได้ย้ายมานั่งสัมภาษณ์กันก่อนเลยว่า...มาโรงเรียนนี้แล้ว....3 ปี 5 ปี จะทำอะไรให้โรงเรียน จะพัฒนาเด็กอย่างไร...เป้าหมายไปถึงไหน....มันชัดเจนมากเลย...แล้วจับเซ็น MOU....ถ้าครบกำหนดไม่ได้ตามที่เขียนไว้...บางโรงเรียนก็ส่งกลับ..บางโรงเรียนก็พิจารณาเรื่องขั้น....เข้าท่าดี...แต่หลายโรงเรียนไม่กล้าทำแบบนี้...เพราะบางครั้งก็เจอครูที่ย้ายมาแบบลูกท่าน หลานเธอ...ญาติผู้ใหญ่...รายการคุณขอมา....ถ้าขัดใจ...ผอ..ก็เตรียมเด้งฟ้าผ่า....กลายเป็นว่า ซวยจากการย้ายครูไปเสียได้....
แต่หากมองลึกๆ ลงไปในก้นบึ้งของหัวใจของการศึกษาเลย...อันนี้ผู้เขียนคิดไปเองครับ....ครูน่ะแหละสำคัญที่สุด....อย่าเพิ่งเข้าใจผิดครับว่าอะรๆๆ ก็ครู...ในที่นี้หมายถึง...ครูต้องน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้อย่างจริงจังติดแน่นทนนาและยั่งยืน อย่าตามกระแส..เคยเห็นครูบางท่านประพฤติดปฏิบัติตนตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง...แต่ท่านบอกว่า....ก่อนหน้าที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ก็ไม่รู้มาก่อนว่าเข้าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียวของพระองค์ท่าน....ก็ทำมาตั้งแต่แต่งงานจนบัดนี้ท่านเกษียณไป 2 ปีแล้ว....สิ่งที่เห็นคือ...ท่านใช้หลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข....4 มิติ...โดยเป้นธรรมชาติของชีวิตเลย เช่น การดำเนินชีวิต....ท่านมีภูมิคุ้มกันในการใช้ชีวิต การใช้จ่าย เพราะท่านบอกว่า...ตอนเป็นวัยรุ่น อยู่โรงเรียนบ้านนอกต่างอำเภอ...ก็ กิน เต้น เล่น เที่ยว...ตามประสาครูหนุ่มบรรจุให่มไฟแรง.....พอมีครอบครัวก็เริ่มคิด เริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิต....จนเป็นคนเลิกกิน เลิกดื่ม เลิกเที่ยวไปเอง ....ท่านบอกว่า ลองคิดดูเล่นๆ...เบียร์ คิดซะว่า 3 ขวดร้อย...บุหรี่...วันละ 50 บาท พอ...30 วันเป็นกี่บาท....ปีนึงเป็นเท่าไร...ก็แค่ค่าเบียร์ 100*365 = 36,500 บาท ค่าบุหรี่ 50*365 = 18,250 รวม ทั้งสิ้น 54,750 บาท/ปี...แล้วท่านก็บอกต่อไปว่า ถ้าลูกเข้า ป.1 จนถึง ม.6 รวม 12 ปี จะเป็นเงินเท่าไร ก็ = 54,750*12 = 657,000 บาท (หกแสนห้าหมื่นเจ็ดพันบาทถ้วน) ตอนนี้คนที่เล่าให้ฟังเริ่มยิ้มที่มุมปากแล้วพูดต่อไปว่า...ถ้าครูเราแต่งงานแล้วมีลูก ถ้าเลิกสิ่งเหล้านี้ได้...จะมีเงินเป็นให้ลูกเรียนมหาวิทยาลัย ดี เด่น ดัง หรือ เอกชนได้สบายๆ เลย....จบแน่นอน ถึงจะเรียน 5-6 ปี ก็มีเงินจ่ายแน่นอน...เพราะเราจะมีเงินในอนาคตอี 4 ปี ที่เรียนอุมศึกษา ที่ยังไม่คิด=54,570*4= 218,280 บาท ไม่ต้องไปกู้สหกรณ์ใดๆ เลย...ฟังแล้ว...ได้คิดเลยว่า...ถ้าเราคิดนอกกรอบได้แบบนี้ คุณภาพชีวิตครูก็ OK น่ี่หว่า......เออใช่...พี่เค้าใช้ชีวิตแบบมีภูมิคุ้มกันจริงๆเลย....มีเหตุผล ก็บอกว่า...จะซื้อ จะทำอะไร ..ให้ถามตั้วเองว่า....ซื้อไปเพื่อ????......ทำไปเพื่อ????.....ถามแล้วตอบได้บนพื้นฐานเหตุและผล..ก็ OK อีกแล้ว....และมีความพอประมาณ...เห็นของใช้ที่ท่านมีก็กลางๆ...บ้านก็ 2-3 ล้าน....ปกติ...รถก็ 1-2 ล้าน ก็ปกติ....เงินเดือนรับเต็มทุกสิ้นเดืิอน...หักตามปกติของหน่วยงานทั่วไป...เงินเดือนก็ตันที่ ขั้น คศ4(3) ...ทีนี้เข้าใจเลยว่าทำไมท่านถึงบอกเป็นนัยๆ ว่า....เหนื่อยก็พัก...หนักก็วาง....ถ้าอ่านแล้วถามว่า ไอ้ที่เขียนเกี่ยวกับ O-NET ยังไงฟะ...ก็นี่ไง..พอครูคนนึง...ไม่ต้องดิ้นรนเรื่องปากท้อง...ไม่ต้องขายสินค้าหารายได้..มันก็มีเวลา...สมองและสองมือท่ีจะคิดหาเทคนิควิธีการที่จะใช้สอนและจัดทำสื่อนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนได้จริงๆ ไงล่ะ....ถึงบางอ้อเลยครับ....ท่านบอกว่า ครูเราถ้า สอนดี..มีสื่อการสอนที่ดี...และมีข้อสอบที่วัดได้ตรงตามตัวชี้วัดจริงๆ...รับรองว่าผลออกมาดีแน่นอน..ยิ่งถ้าได้ตัวป้อนแบบนักเรียนโครงการพิเศษด้วยแล้ว..จุดพลุเลย....ณ เวลานี้ น่าจะเหมาเอาเองว่า....ครูน่ะ เป็นหัวใจในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเลยก็ว่าได้....ส่วนตัวแปรต่างๆ นั้น ก็ค่อยๆ หาทางแห้ไขกันไป..ขอให้ครูมีหัวใจของครูที่แท้จริง...O-NET มันขึ้นแน่นอน...และนักเรียนก็จะมีความสุขแบบร่วมด้วยช่วยกัน....อย่างยั่งยืน...ท่านบอกว่า แต่ละโรงเรียนน่าจะมีครูที่เป็นนักเจรจา...หรือพวกที่พูดแล้วนักเรียนฟัง...หรือเป็นครูที่เป็น IDOLของนักเรียนมาพูดมาบอกว่าทำไมลูกๆ ถึงต้องสอบ ต้องติว O-NET ทำไปเพื่อ?????......ถ้าเด็กๆ...รู้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมายจากปากของคนที่เค้าเคารพและเชื่อฟัง...เด็กเหล่านั้นก็พร้อมที่จะก้าวเดินตามแน่นอน...ต่อให้เป็นเด็กที่ครูบางท่านว่าหน้าโง่แค่ไหน...ถ้าใจมา...เค้าก็จะพํัฒนาตนเองได้ในที่สุด....อามิตตาพุทธ....

วันจันทร์ที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๕

เด็กไทย : อีกยาวไกลในอาเซียน










คำฮิตติดปากระดับสูงของนักบริหารประเทศที่ฟังจนคุ้นเคยคือเรื่องของ ปี พ.ศ. 2558 เราก้าวเข้าสู่อาเซียน หากมองด้วยใจเป็นธรมแล้วก็เห็นดีเห็นงามด้วยที่เราจะร่วมเป็นหนึ่งเดียวในเรื่องของการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และการศึกษา หากมองในมุมกลับกันด้วยใจเป็นธรรมอีกเช่นกันก็จะพบปมปัญหาที่อาจก่อผลกระทบต่อเด็กไทยและอนาคตของชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...




มีปราชญ์ผู้รู้กล่าวไว้ว่า "รูเขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง" ตอนนี้น่าจะกลายเป็นว่าไม่รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งเกือบชนะทุกครั้ง เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เราเห็นจนเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่ชาติในอาเซี่ยนอย่างสิงคโปร์เป็นพื้นฐานติดตัวคนของประเทศเขา แต่เราไม่มีคือ ความมีวินัย เขามีความซื่อสัตย์ในองค์กรสูงติดระดับโลก เรามีเหมือนกันแต่ติดด้านลบในเรื่องของคอรัปชั่น เราติด 1ใน 10 ของโลก (ภูมิใจมั้ยเนี่ย??) มาเลเซียเป็นประเทศที่ห้อยอยู่ทางใต้ของไทย เขามีรถยนต์ที่พัฒนาโดยวิศวกรในชาติ จนมียี่ห้อโปรตอน...เรามีวิศวกรที่เก่งโคตรๆ แต่ไม่มีรถยนต์สายพันธุ์ไทย ยี่ห้อที่บ่งบอกถึงความเป็นไทยเลย...เราทำได้แค่ประกอบรถ...มิใช่ผลิตรถแบบมาเลเซีย...แล้วเราไปภาคภูมิใจตรงไหนกับการโฆษณาเสียใหญ่โตว่าส่งรถยี่ห้อนนั้น ยี่ห้อนี้ไปจำหน่ายทั่วโลก...แล้วยี่ห้อของไทย...??? ไปหนล่ะ?? ใครร้บ้างเอ่ย??...ถามนักเรียนที่เรียนตั้งแต่ชั้น ม.1 - ม.6 เรื่องของอาเซียนดูแล้วท่านทั้งหลายจะรู้ว่า...เด็กไทยยังอีกไกลท่จะพร้อมเข้าอาเซี่ยน...อยากให้มองทั้งประเทศ...มิใช่มองเพียงนักเรียนหัวกะทิที่ได้ทุนมากมายมหาศาล หรือเด็กที่เป็นตัวแทนชาติไทยไปแข่งขันสร้างชื่อเสียง...เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความพร้อมตั้งแต่เกิดแล้ว..มีครอบครัวที่ดี เข้มแข็ง อบอุ่น...ไม่จำเป็นเป็นต้องรวยล้นฟ้า....ก็สามารถไปถึงฝั่งฝันของผู้ปกครองได้ไม่ยากเย็น...


ลองย้อนกลับไปดูระบบการศึกษาไทยบ้าง..เห็นชัดเลยว่า..ทิศทางการศึกษาขึ้นอยู่กับผู้นำเป็นสำคัญ...หาได้ขึ้นอยู่กับแผนพัฒนาชาติแต่อย่างใดไม่...แผนพัฒนาชาติเขียนมาอย่างสวยหรู..ครั้นเปลี่ยนรัฐบาล..แนวทางก็แกว่ง...ผู้ปฏิบัติก็เขว...หาหลักยึดเป็นจุดยืนไม่ได้...หากยังจำกันได้...นักเรียนชั้น ม.3 ปีที่กำลังจะจบ (ปีการศึกษา 2554) รุ่นนี้กลายเป็นแพะรับบาปของใครก็ไม่รู้ที่สร้างไว้...บอกว่า..เด็กไทยต้องเรียนไปทั้งปีแล้วค่อยวัดผลประเมินผลเป็นรายปี..เพื่อให้มีความขยันและรับผิดชอบมากขึ้น...หลังจากนั้น...กลายเป็นแพะรุ่นสุดท้ายที่มองว่าการดำเนินกการสอนดังกล่าวล้มเหลว...แล้วก็หันมาเปลี่ยนเป็นแบบเดิมที่วัดผล ตัดเกรดเป็นรายเทอมเหมือนหลักสูตร พ.ศ. 2521 ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533 อีกแล้ว...ทั้งที่เคยบอกว่า...หลักสูตรเก่าคร่ำครึ ล้าหลัง...ไม่ทันสมัย...แต่มิได้ย้อนดูอดีต เพื่อทำปัจจุบันให้ดี..สำหรับการรองรับอนาคต...แต่อย่างใดไม่...




ความจริงที่แสนเจ็บปวดของวงการศึกษาชาติไทย..ที่คนทั่วไปเห็นบ่อยครั้งคือ...ครูมักเป็นผู้นำมากกว่าการที่จะจัดการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ...โดยความป็นจริงแล้ว บางรายวิชา..ครูต้อเป็นผู้นำ...เพราะนักเรียนยังไม่มีองค์ความรู้เดิมที่จะมาต่อยอดความคิดได้ เช่น วิชาที่เป็นทักษะปฏิบัติ ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี พลศึกษา ฯ วิชาเหล่านี้อยู่ๆ นักเรียนจะมาเป็นสำคัญโดยครูไม่ให้ความรู้พื้นฐานเฉพาะทางก่อน ก็อย่าหวังว่านักเรียนจะเกิดการเรียนรู้ที่ติดแน่นยาวนานจนส่งผลด้าน Outcome กับตัวเด็กได้...สังคมไทยก็หวังกับครูมากเกินไป...หวังว่าครูจะเป็นแบบอย่างที่ดีของลูกหลานและอบรมสั่งสอนให้ลูกหลานของตนเองเป็นผูมีความรู้ มีทักษะ เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันได้...รัฐก็เห็นดีอุตส่าห์ทุ่มทุน งบประมาณลงไปทางด้านการศึกษา ให้ค่าตอบแทนครูให้ได้ตำแหน่งสูงๆ มีเงินเดือนใช้อย่างสบายจนอาชีพอื่นอิจฉา..กลับกลายเป็นว่า ครูบางคนได้ คศ.3 มาโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าตนเองทำผลงานชื่ออะไร...น่าเศร้าใจจังเลย...หนักข้อไปกว่านั้น...ครูบางท่านได้รับการกำหนดตำแหน่งแล้วกลับ ละทิ้งและทอดทิ้งนักเรียนจนเกิดการฟ้องร้องจากผู้ปกครองเกิดเป็นข่าว..ก็มีให้เห็นกัน...บ่อยๆ


เออ..แล้วตกลงเด็กไทยกับอาเซียนจะเริ่มตรงไหนล่ะ...อีก 3 ปี ที่จะมาถึง...หากมองแบบคนที่ยอมรบความจริงที่เจ็บปวดได้..ก็เริ่มจากตัวครูนี่แหละ...ตัวจักรสำคัญเลยหละ...ครูคนใดที่มีศักยภาพ มีประสิทธิภาพในการเป็นครูบวกด้วยจิตวิญญาณของครูจริงๆ...ดูง่ายมาก...ครูเหล่านี้มักไม่มีวันหยุดราชการ...ทำงานเกินเวลา...มาแต่เช้า..หลับหลังชาวบ้าน...แต่โทษทีครับ..ครูเหล่านี้หลายคนเงินเดือนเดินช้ามาก...555...ไม่ค่อยได้ขั้นหรอก..เพราะอยู่กับเด็กมากกว่าอยู่กับนาย...(อันนี้ฟังจากผู้ปกที่เป็นครูเหมือนกันมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตอน Open house นักเรียนโครงการพิเศษ) ถ้าเป็นจริงก็ต้องบอกว่า..I am sorry จั๊กกะจี้หัวใจ....เนือ่งจากเราได้แต่ฟัง ไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้เนื่องเพราะมันเป็น ตถตา...นั่นเอง...ผู้ปกครองท่านนี้ยังบอกอีกว่า...ความเหมือนที่แตกต่างระหว่างครูที่เราเห็นก็คือ..ครูแท้...มักจะให้มากกว่ารับ....ที่เรียกตัวเองว่าครุ...(ขาดคำว่าแท้)...มักจะรับมากกว่าให้....เลยถามต่อไปว่า...ไอ้ที่ให้น่ะ...ให้อะไร...ก็บอกว่า...ให้อภัยกับให้โอกาสไง...โห ฟังแล้ว...สะอึกเลยครับ....



อีก 3 ปีต่อไปนี้ อยากให้นักเรียนที่น่ารัก เป็นแบบไหน... ก็หวังว่าครูแท้ๆ...คงให้องค์ความรู้เด็กได้เต็มสมองของเขานะครับ...อย่าให้ถึงปี 2558 แล้วเด็กมาบอกว่า...ครูไม่เห็นบอกเลยว่าแบบนี้ก็มีด้วย...อะไรประมาณนี้...ไม่เช่นนั้น..คนที่ได้ชื่อว่าครูที่หลายคนจะรับรางวัล...ครูแสนดี..ครูสอนดี...ครูดีในดวงใจ...ครูเพชรสามัญ...ครูทีชเช่อมาสสะเต้อ...ครูอื่นๆ ที่มิได้เล่าวถึงในที่นี้....จะได้รับราวัลอย่างภาคภูมิใจ ว่าที่ได้มานั้นจริงแท้แน่นอน...เพราะทุกวันนี้ครูก็ใก้ลจะกลายเป็นจำเลยของสังคมเข้าไปทุกทีแล้ว.....มัจะน่าเศร้าใจมากเลยถ้า...ประกาศว่า...ครูสอนดีได้แก่....(หนีสอนตามนายตลอดได้ไงอ่ะ???)......ครูทีชเช่อมาสสะเต้อ ได้แก่...(เฮ่ย..ไอ้หมอนี้เดินลอกข้อสอบทั้งห้องเลยมันยังได้เหรอ???)....ครูแสนดีได้แก่.....(เฮ้ย..เมาทุกเย็นเลยมาสายอีกต่างหาก....แถมฝากคาบสอนบ่อยโคตร...อย่างนี้ก็ได้เหรอ???)......ครูดีในดวงใจ ได้แก่....(ดวงใจใครล่ะ...ทะเลาะกับเด็กกับผู้ปกครองตลอดปี...เก็บแต่เงินเด็กทำโครงงานอะไรก็ไม่รู้???).....ครูเพชรสามัญ..ได้แก่...(ได้ด้วยเหรอ???เห็นสอนพิเศษเก็บเงินเด็ก...แต่เวลาสอนในห้องสอนไม่รู้เรื่องเลยทั้งห้องแถมบอกว่าอยากได้เกรด4ให้ไหเรียนกับครูนะจ๊ะ...)...ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว...เด็กไทยจะเข้าสู่อาเซี่ยน ก็ไม่ต่างจากการนำนำนักเรียนตัวแทนชาติไทยที่สมองบวมน้ำ...คิดวิเคราะห์ไม่เป็น..สายตาฝ้าฟาง...กล้ามเนื้อแขนขาอ่อนเปลี้ยไม่มีแรงจะยืน....แถมมีบาดแผลที่ยังไม่หายจากการทะเลาะวิวาทกันเองเป็นเนืองนิจ..ไปสู้กับ 10 ชาติที่เหลือ..นึกแค่นี้ก็ I am sorry จั๊กกะจี้ไม่ออกแล้วครับ...



สุขสันต์วันครู..ขออวยพรให้ครูแท้ๆ....มีความสุขความเจริญ ในหน้าที่การงานเพื่อสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพไปต่อกรกับอี 10 ชาติอาเซี่ยนได้อย่างยั่งยืน ตลอดไปดังคำขวัญวันครูปีนี้คือ บูชาครูแห่งแผ่นดิน จอมปราชญ์ศาสตร์ศิลป์ สยามินทร์ "ภูมิพล" และให้สิ่งดีๆกับเด็กไทยในวันเด็กที่จะมาถึงนี้ในวันเสาร์ ที่ 14 มกราคม 2555 คือ "สามัคคี มีความรู้ คู่ปัญญา คงรักษาความเป็นไทย ใส่ใจเทคโนโลยี" ท้ายนี้ฝาก MV ของ Glee ที่ cover ของเก่าๆ ดีๆ "แด่คุณครูด้วยดวงใจ"สำหรับครูแท้ๆ...ไว้ดูเพื่อสร้างกำลังใจและแรงบันดาลใจ...ให้ทำงานถวายเบื้องพระยุคลบาทอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นครูตลอดไป....สวัสดีครับ...




วันจันทร์ที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

shot film ณ MFU :

วันนี้ [19และ20 มีนาคม 54] มาอบรมเรื่องการสร้าหนังสั้น shot film ณ มหาวทิยาลัยแม่ฟ้าหลวง...โดยกองสุขศึกษากรมส่งเสริมบริการสุขภาพ...โดยมีท่านอธิบดีกรมฯมาเป็นประธานในพิธีเปิด...เป็นโครงการที่ดีมาเลยครับ...สืบเนื่องจากปีที่แล้วที่อบรม e-book ...เป็นว่าปีนี้คอนเซปต์ของเรื่องก็เป็นเรื่อง "เด็กไทยไม่บริโภคคาเฟอีน"...มีโรงเรียนเข้าร่วมอบรมในครั้งนี้ไม่น้อยกว่า 16 โรงเรียนจากทั่วประเทศ....วันแรก ก็เป็นการแนะนำตัวของนักเรียนกับเพื่อนๆ และนัดหมายในวันรุงขึ้น....วันนี้ก็เลยทำพิธีเปิดแล้วต่อด้วยการบรรยายพิเศษของผู้
กำกับ Shutter คุณภาคภูมิ วงศ์ภูมิ...นับว่าคุ้มค่าในการฟังบรรยายสรุปย่อจริงๆ สมกับที่เป็นผู้กำกับร้อยล้านน้องใหม่ไฟแรง...เป็นกันเองมากครับ....[ภาพที่เห็น]...พูดเรื่องยากๆ ให้น้องๆและครูแก่ๆหลายคนเข้าใจง่ายๆ เห็นภาพที่เกิดขึ้นพร้อมกับการยกตัวอย่าง
มากมายที่เราคุ้นตาแต่กลับไม่มีความรู้ทางด้านภาพยนตร์เลยด้วยซ้ำ...
.ก็นับได้ว่าเป็นแรงบันดาลใจให้ลูกหลานที่เข้าอบรมได้เกิดความฮึกเหิมกันมากทีเดียว....
ช่วงบ่ายก็เป็นการแล็คเชอร์สรุปสาระสำคัญ
ต่อจากช่วงเช้า...เสร็จห้าโมงกว่า...กินข้าวเสร้จกลับไปทำwork shop อีก เสร็จทุ่มกว่า...ก็เรื่องการเตรียมการเขียนบท...การเขียนstory board...ขั้นพื้นฐาน รวมถึงการวางconcept
ของเรื่องที่จะต้องทำเป็นการบ้านในวันพรุ่งนี้
...ก็ขอขอบคุณ ม.แม่ฟ้าหลวง ที่สนับสนุนอุปกรณ์และพี่เลี้ยงที่เป็นนักศึกษา...ท่เรียนในคณะดังกล่าวมาช่วยน้องๆ...ทำให้แบ่งเบาภาระครุแก่ๆได้เยอะทีเดียว....คืนนี้ก็มีบางกลุ่มถ่ายกันในหอพักเลย ตามธีมของเรื่องที่วางพล็อตกันเอาไว้แล้ว....จะเป็นยังไงต่อไปก็จะเขียนต่อพรุ่งนี้ครับ...ที่แน่ๆ ร้าน 7-11 ขายดีตามเคย...Bye!!

วันเสาร์ที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๔

เด็กไทย : วินัย : การก้าวข้ามประตูกาลเวลา


วันนี้ 19 มีนาคม 2554 รัฐบาลประกาศให้เป็นวันสอบเข้าเรียนต่อระดับชั้น ม.1 ทั่วไป...สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่....บางครัวมาทั้งโขยง....มาสนามสอบตั้งแต่เจ็ดโมงเล็กน้อย....ทั้งๆที่สอบ 9 โมง....ลูกๆตัดผมสั้นเรียบร้อยพร้อมลงสนามสอบ แต่งตัวสะอาดสอ้าน....เตรียมอุปกรณ์การสอบและความมุ่งมั่นมาเต็มกระเป๋า.....บางครอบครัวพ่อ..แม่..ลูก...เดินห่างกันยังกับโกรธกันมาตั้งแต่อยู่บ้าน.....บางคราก็มีเสียงบ่นเล็กๆดังลอดแทรกอากาศมาว่า..."บอกแล้วใช่มั้ย!!...ให้เตรียมๆ ตั้งแต่เมื่อคืน..มั้วแต่เล่นเกม...สอบไม่ได้จะว่ายังไง??"...."พ่อก็อย่าไปว่าลูกมันเลยน่า...เดี๋ยวมันไม่มีกะใจอยากสอบ"...แม่ที่เดินตามหลังห่างเป็นวาพูดลอยๆ..."ไม่สอบก็ช่างหัวมัน...ไม่ต้องเรียน"...เออ!!!...อย่างนี้มั้งเด็กไทยบางคนถึงไปไม่ถึงฝันกะเค้าซักที....ผมคงไม่รู้หรอกว่าเด็กคนนั้นจะสอบเข้าได้มั้ย??....ก็หวังเพียงว่าถ้าเค้าเป็นเด็กดีก็คงได้เรียนเนอะ....บางคนเค้าเรียกเข้าแถวหน้าเสาธงแล้ว...ผู้ปกครองยังพาไปซื้อของกินที่7-11หน้าโรงเรียนอยู่เลย....เออ...แล้วจะฟังรายละเอียดก่อนสอบรู้เรื่องมั้ยน้อ??....นี่เจ๋งกว่า....เค้าเข้าห้องสอบแล้ว...ยามหน้าโรงเรียนลากเหล็กกั้นถนนมากันรถไม่ให้เข้าโรงเรียน...เพื่อกันจะเกิดอุบัติเหตุ....ผู้ปกครองท่านนึงขับเก๋ง...ดริฟๆๆเล็กๆ....555....รีบชะโงกหน้าบอกยามว่าเปิดประตูให้หน่อยจะรีบไปส่งลูกเข้าสอบ....พ่อเจ้าประคุณเอ๊ย....รีบสอบทำไมไม่มาก่อน8โมงน้อ...นี่เล่นมา9โมงแล้วบอกรีบ...ยามประตูทำหนเเด๋อด๋า..???กำลังตัดสินใจจะเปิดไม่เปิด...เพราะรอง ผอ.ฝ่ายปกครองสั่งเด็ดขาดห้ามเปิดให้รถผู้ปกครองเข้า....ถ้าเปิดโดนด่าแน่..แต่ถ้าไปเปิดล่ะ...หน้าตาผู้ปกครองท่านนี้ดุกว่าเยอะเลย...เอาก็เอาวะ...??เลยต้องเปิด...ท่านก็รีบดริฟๆๆ..เข้าโรงเรียน....เฮ้อ....เป็นท่านเอาหมวกของราชการวางไว้เบาะหลังให้เก็นด้วยนะว่า...ข้าเป็นคนของหลวง....ใหญ่จริงๆ...ยังงี้มั้งประเทศไทยเราถึงไปได้แค่นี้ไง....แล้วลูกก็คงจะเอาอย่างพ่อเวลาโตขึ้น.....เขียนมาถึงตรงนี้แล้วนับถือน้ำใจชาวญี่ปุ่นจริงๆ...ดูข่าวซึนามิที่เค้าโนจังๆ...แล้วมีภาพการอพยพหนีตาย...ดูแล้สขำประเทศเรา..ของเค้าคำว่า "หนีตาย" ยังขับรัถเป็นระเบียบเรียบร้อยแถสเดียวไม่มีแซงออกนอกลู่นอกทาง..วินัยสุดยอด....ขอคารวะ...นี่ขนาดเค้าแพ้สงครามโลกมา60กว่าปี...เค้ายังสร้างวินัยได้ขนาดนี้...รู้เลยว่าที่นานาชาติสั่งห้ามญี่ปุ่นมีกองกำลังทหารเยอะๆ...ก็คงรูตัวเลยว่า...หลังจากสงครามโลกไปแล้ว...ถ้าไม่ห้าม...รับรองว่าทหารญี่ปุ่นยึดโลกแน่นอน...เพราะวินัยของคนในชาจิสูงมาก...อยากให้แบ่งมาให้คนที่อยู่ในไทยบ้างก็คงดี....ก็ได้แต่หวังว่า...นักเรียนชั้นป.6 รุ่นที่จะเข้าเรีนยปีการศึกษา 2554 ทั้งประเทศ คงจะเป็นเด็กดี มีวินัยในตัวเอง....รูจักหน้าที่และมีความกตัญญูกตเวทีต่อแผ่นดิน รักชาติ..ศาสน์...กษัตริย์...จากก้นบึ้งของจิตใจ...ไม่ถูกชักจูงในในอบายมุขที่เป็นนรกของผูใญ่บางคน....เพื่อแผ่นดินไทยจะได้เจริญก้าวหน้า...โสภาสถาพร...ต่อไป...เพื่อสหัสวรรษที่มาถึง....อามิตตาพุทธ...(เออ!!อัพรูปไม่ขึ้นมันน็อค!!..แล้วจะมาเขียนต่อครับ..พรุ่งนี้สอบเข้า ม.4...มาดูว่าเด็กไทยตอนโตจะเป็นยังไงมั่ง???)

วันอังคารที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔

ความรัก : ความสุข : ความทุกข์ : สูญเสีย



ปราชญ์บางท่านเคยกล่าวไว้ว่าความรักคือ โชคอย่างหนึ่ง เพราะใช่ว่าทุกคนจะมีได้...ความรัก คือ สิ่งเติมเต็มให้ชิวิตไม่รู้สึกขาดอะไรไปอย่างนึง... ความรัก มีความลับอยู่อย่างหนึ่งว่า ไม่ได้รักในสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขเเต่มีความสุขในสิ่งที่เรารักต่างหาก .....ผมว่าอันนี้ใกล้เคียงครับ....บางคนรักสุนัข..รักแมว...รักนกเขา..นกปรอดหัวจุก...(เขียนไม่ถูกก็ขออภัยครับ...)...บ้านผม..นำโดยลูกชาย...ดันรักหนูแฮมสเตอร์...ทั้งบ้านเลยต้องตกกระไดพลอยโจน...(ขอบคุณภาพประกอบจากเว็บเมืองนอกมั้ง??)...แฮมสเตอร์บ้านผมตัวสุดท้าย...แบบนี้เลย..ตัวอวบอ้วน...ตาแดง...แต่เป็นตัวเมีย..เราเรียกเค้าว่า.."คุณยายปุ๊กปิ๊ก"...เหตุเพราะว่ามีลูกเกือบ 10 ครอก ๆ ละ 4 - 6 ตัว...มีทั้งเลี้ยงรอด...ตาย...แจกจ่ายคนที่รักมาช่วยเลี้ยง...เราได้คุณยายมาตั้งแต่ต้นปี 51 มาถึงวันนี้ก็ 3 ปีเล็กน้อย....คุณยายปุ๊กปิ๊ก...ตัวนี้ไม่เคยป่วยไข้...ท้องเสีย...หรือมีอาการแทรกซ้อนแต่อย่างใด....เวลาอยากอกมาเล่นนอกกรงก็จะแทะ....ประตูเลื่อนดังแกร่กๆๆๆ....จนเราต้องยอมแก้มามาเดินเล่นนอกกรง....เผลอแพล็บเดียว..หายจ้อยเลย...ต้องรื้อข้าวของที่วางตามพื้น...ตู้ใส่รองเท้า...ชั้นวางของ...ส่องไฟหาใต้ตู้เย็นและรื้อที่อยู่ใกล้ๆ...แล้วก็เจอนั่งแทะเมล็ดทานตะวันที่หล่นตามพื้นใจเย็น...เป็นอย่างนี้บ่อยๆ....บางครั้งก็รู้สึกรำคาญที่ต้องฟังเสียงกัดกรงตอนดึกๆ.....
วันศุกร์ - เสาร์ที่แล้วไปศึกษาดูงาน....ต่างจังหวัด...ก่อนออกบ้านก็เตรียมอาหาร..น้ำท่าให้พร้อม..เพราะชอบตื่นมากินตอนกลางคืน...ตื่นมา..หมดถาดทุกที..ให้เผื่อไว้...ก็ยังไม่มีอาการอะไร...กลับมาวันเสาร์ตอนดึก...ตี 1 กว่าๆ...มาชะโงกดูเห็นผิดสังเกต..เพราะปกติแล้วคุณยายปุ๊กปิ๊กมักจะนอนแบบหมอบ..เราะอากาศค่อนข้างเย็น....แล้วจะเอาผ้าห่มที่ตัดเป็นชิ้นๆ..วางในกรงเผื่อว่าเวลาหนาวเค้าจะกัดๆๆแล้วก็เอามาคลุมตัวเอง...บางวันหาไม่เจอเพราะมุดใต้ขี้เลี่อยแถมมีผ้าคลุมอีกชั้น...แต่วันนี้กับนอนตะแคงเหยียดยาว..ลองเปิดกรงแล้วค่อยๆจับตัวออกมาดูว่าเป็นไรป่าว???...คณยายลืมตาเล็กน้อยแล้ว..พอปล่อยลงในกรงปกติจะเดินดุ่มๆไปหาที่นอน...โดยจะคุ้ยเขี่ยพื้นก่อนแล้วค่อยนอน...คราวนี้เดินเซๆ..แบบกล้ามเนื้อเกร็งๆ...รู้เลยว่า..ใกล้เวลที่จะต้องเจออีกครั้งแล้ว...เพราะตอนที่แฟนของยายปุ๊กปิ๊ก (เสี่ยไข่) ...ที่ตายไปก่อนหน้านี้ก็เป็นลักษณะนี้เลย....พอเช้าวันอาทิตย์...หนู้น้อยนอนทั้งวัน...เวลาหิวจะค่อยๆคลานเอาขาหน้าพาดถ้วยอาหารแล้วหลับตายืนตัวเซเล็กน้อยค่อยๆแทะเมล็ดทานตะวันอย่างช้าๆ....ไม่กี่นาทีก้ล้มตัวลงนอนโดยไม่กลับไปที่เดิมเหมือนเช่นเคย....เราได้แต่บอกว่า...ยายปุ๊กป๊ก..อยู่ให้ถึงวันวาเลนไทน์นะ...(เออ!...แฮมสเตอร์คงรู้เรื่องกับแกเนอะ...??)..เช้าวันจันทร์....ยายปุ๊กปิกนอนหลับ..หายใจเบาๆ...อากาศมีแววว่าตอนสายจะร้อนแน่...ก่อนออกจากบ้านเลยเอาผ้าห่มออกจากกรง.....เตรียมของกินให้พร้อม..เราบอกกับหนูว่า...สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะ...ดีใจที่อยู่ถึงวันนี้..เพราะ 3 ปี เกินมาแล้ว...ถือว่าประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงแล้ว..ใจจริงอยากให้อยู่ถึง 5 ปีด้วยซ้ำ...แต่สังเกตอาการแล้วอาจจะไม่รอดวันนี้มั้ง???....บอกกับป๊กปิ๊กว่า....ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรนะ...ขอไปไปสบาย...อย่าทรมาน...แล้วจะทำบุญกรวดน้ำไปให้...คอยรับด้วย...(เออ!!..หนูคงยิ้มรับแหละ...)....ค่ำวันจันทร์...ยังอยู่...กับข้าวในถาดอาหารที่วางไว้หมดเล็กน้อยจับดูยังเหลือเมล็ดที่ยังไมถูกกินอีกเพียบ...เค้าคงถึงเวลาแล้ว...ขอให้มีคุณยายหนูมีความสุขหลับให้สบาย....ตื่เช้าตัวนิ่มไม่อุ่น...ลองขยับแขนขา...มีสะดุ้งเล็กๆ...น้ำตาไหลปิดสองข้าง....ตัวเริ่มเย็นเล็กน้อย...พุงคุณยายที่ไม่มีขุนปุกปุยคอยปกคลุมเริ่มขยับช้าลง...ซี่โครงไม่พองเหมือนก่อน...รู้เพียงว่า...ยังไม่จากกันไป...บอกกับตัวเองว่า...ต้องไปทำงานแล้ว....สงสารคุณยายที่ต้องจากไปโดยไม่มีใครเห็น...บอกแต่เพียงว่า...หลับให้สบายจริงๆ...นะแล้วเย็นกลับมาจะจัดการให้....ทุ่มกว่าเข้าบ้าน...รีบไปดูกรงคุณยาย....เห็นนอนตะแคง...ใต้อผ้าที่ห่มให้...โผล่แต่หัวออกมาคล้ายบอกว่า..ลาก่อนนะ...เราก้อ Drama...น้ำตาซึม...ไม่ร้องหรอกครับ..รู้ว่าต้องเป็นเช่นนี้...ล้างมือเสร็จ...ยกกรงไปที่หน้าบ้านขุดกระถางต้นกุหลาบลงไปแล้วก็เอาผ้าห่ม....อาหารที่เหลือ...ทรายที่คุณยายชอบเข้าไปอาบน้ำเล่นบ่อยๆ...ใส่รวมกันแล้วห่อ...ปิดหัวท้าย...ค่อยๆวางลงก้นหลุมแล้วเทเปลือกเมล็ดทานตัวันที่แทะแล้วรวมถึงขี้เลื่อย...รังนอนของคุณยายกลบทับแล้วกลบดินที่เหลือ....หวังว่าคุณยายปุ๊กปิ๊ก..คงจะนอนอย่างอบอุ่นสบายใต้ต้นกุหลาบช่อใหญ่สีเหลืองสดอย่างมีความสุขตลอดกาล.....อยากบอกว่า...ทุกอย่างมันเป็น "ตถตา" เพราะเป็นเช่นนั้นเอง...เกิดมา...ดับไป...มีรัก...ก็มีความสุข..รักมาก..ทุกข์มาก...เมื่อสูญเสีย..ก็จะวนกลับมาตั้งต้นใหม่อีกครั้ง....อามิตตาพุทธ....
ขอขอบคุณที่อ่านและขอบคุณ
http://www.baanmaha.com/community/thread30981.html
http://www.caringfordwarfhamsters.com/hamster-information/